วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เข้าใจอารยธรรมเสียใหม่ ฝันใกล้-ไกลก็ไปถึง


“ไม่มีความเจริญใดอยู่ได้นาน
ถ้ารากฐานไม่มั่นคง”


ความเจริญเป็นสิ่งที่เรามักชอบพูดเพื่อบ่งบอกให้รู้ถึงการพัฒนาในแต่ละช่วงเวลา บ้างก็อ้างถึงผลสำเร็จของการผลิต ความเลิศล้ำทางวิทยาการ และอัจฉริยภาพในแต่ละด้านที่ล้ำหน้าเกินกว่าในยุคสมัยใด
แต่อีกมุมหนึ่งซึ่งถูกมองข้ามอย่างน่าเสียดาย นั่นคือการสูญเสีย เพราะทุกครั้งที่ได้อะไรมา ต้องสูญเสียบางอย่างไป คำถามคือว่าเราได้คุ้มกับที่เสียไปหรือไม่?
...เรากินใช้บนความอ่อนแอลงทางธรรมชาติ เราสร้างมลภาวะมากมายผ่านขั้นตอนการพัฒนาเทคโนโลยี เราใช้พลังงานที่ไม่อาจมีวันทดแทนขึ้นได้ สิ่งเหล่านี้เราเอามาจากธรรมชาติแล้วเรามอบผลตอบแทนอะไรกลับคืน...
คำถามแค่นี้ คงไม่มีใครตอบได้เต็มปากนักว่าเรากำลังพัฒนาชีวิตและสังคมไปสู่ความเจริญอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก
เพราะเท่าที่รู้เรากำลังสูญเสียความสุขมากมายที่สะสมอยู่ในธรรมชาติ เป็นพลังงานดิบที่ถูกเก็บไว้ภายใต้ม่านเงาแห่งสิงสาราสัตว์ ต้นไม้ ใบหญ้า สายลม หรือไอแดด ที่ยากจะมีสิ่งใดทดแทนได้
ยิ่งนับวันเรายิ่งปิดกั้นตัวเองจากพลังงานความสุขเหล่านี้มากขึ้นทุกวัน
เมื่อความอยากเพิ่มมากขึ้น สิ่งกินใช้เริ่มลดลง ผนวกกับความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ไม่สนใจผลเสียหายของส่วนรวม เราจึงสร้างมลพิษทางอารมณ์ให้เพิ่มขึ้น
จากนั้นความชั่วร้ายที่ตกตะกอนนอนนิ่งอยู่ใต้จิตลึกๆ พอถูกคนเข้าก็ฟุ้งกระจายขึ้น ไม่ต่างจากเชื้อโรคร้ายที่แพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็วพอได้อากาศและอุณภูมิที่เหมาะสม เปลี่ยนสังคมแห่งความสงบสุขให้วุ่นวายตามจิตใจที่หมองมัว
ไม่แปลกเลยที่หลังจากพุทธปรินิพพานไม่นานก็เกิดวาทะว่า
“หลุดเถอะ พวกท่าน อย่ามัวแต่เศร้าโศก เสียใจ เราพ้นแล้วจากพระพุทธองค์ และไม่ถูกคุกคามอีกว่าสิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ ตอนนี้พวกเราอยากจะทำอะไรก็ทำได้ตามปรารถนา”(๑)
ถ้อยคำที่เป็นรากเหง้าของความเสื่อม หากปล่อยไว้นั่นย่อมจะนำพระพุทธศาสนาไปสู่ความแตกแยกและแตกดับในที่สุด
พระพุทธศาสนาหากจะเจริญงอกงามได้บนความเสื่อมทางจิตใจอย่างรุนแรงของผู้คนจึงต้องอาศัยเสาค้ำยันที่ยิ่งใหญ่เพียงพอ คือ พระธรรมวินัย อย่างที่พระมหากัสสปะ พระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่พระพุทธองค์ทรงเปรียบไว้เสมอกับพระพุทธองค์ในด้านอาจาริยวัตรถึงกับกล่าวว่า
“พระธรรมวินัยยังอยู่ตราบใด พุทธพจน์ที่พระศาสดาปรินิพพานแล้วก็ยังอยู่ตราบนั้น” (๒)
อารยธรรมแห่งความเจริญจึงต้องถูกค้ำยันด้วยความถูกต้องดีงาม และกฎข้อบังคับที่บัญญัติขึ้นมา เพื่อฝึกฝนจิตใจให้อยู่ในกรอบและกรงแห่งระเบียบ ไม่ผันผวนไปตามความอยาก พัฒนาตัวเองไปสู่ครรลองแห่งความชอบธรรมในที่สุด
ถึงแม้กฎหมายที่เพิ่มขึ้นจะช่วยพัฒนามนุษย์เราให้อยู่บนฐานแห่งความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน รักษาดุลยภาพแห่งความชอบธรรมไว้ได้
แต่ก็บ่งบอกให้รู้ถึงความเสื่อมภายในจิตใจคนได้เป็นอย่างดี ทั้งความเห็นแก่ตัว ความไม่รู้จักพอ และความไม่รู้ กฎหมายจึงสร้างความสงบสุขให้เพียงชั่วครั้งคราว
สังคมเหมือนคนป่วยที่ได้รับการเยี่ยวยารักษาพอประทังไว้ เพื่อแก้ไขให้เบาบางจางลงได้แต่ไม่อาจให้หายขาดได้ ด้วยความเจริญทางวัตถุพุ่งนำจิตใจไปไกลจนโรคร้ายลุกลามทำลายความดีไปมากมาย เหลือเพียงซากแห่งความทรุดโทรมทางจิตใจ
ความเจริญที่เดิมพันกันด้วยความสุขและความทุกข์ในอนาคต จึงต้องวัดกันด้วยความดีที่เพิ่มขึ้น และความชั่วร้ายที่น้อยลง เท่านั้นก็คงเพียงพอเยี่ยวยาสังคมที่ป่วยนี้ได้ดีขึ้น เพราะหากร่างกายแข็งแรงเสียแล้วจะมีต้องใช้ยารักษาอีกทำไม? จิตใจแข็งแรงแล้ว กฎหมายก็ไร้ความสำคัญ นั่นคือ ...อารยธรรมอย่างแท้จริง ...








เอกสารอ้างอิง

(๑) “อลํ อาวุโส มา โสจิตฺถ มา ปริเทวิตฺถ สุมุตฺตา มยํ เตน มหาสมเณน อุปทฺทุตา จ โหม อิทํ โว กปฺปติ อิทํ โว น กปฺปตีติ อิทานิ ปน มยํ ยํ อิจฺฉิสฺสาม ตํ กริสฺสาม ยํ น อิจฺฉิสฺสาม ตํ น กริสฺสามาติ”
(๒) “ยาว จ ธมฺมวินโย ติฏฺฐติ ตาว อนตีตสตฺถุกเมว ปาวจนํ โหติ” อ้างใน ที.มหา. เล่ม ๑๐ และสมนฺตปาสาทิกา นาม วินยฏฺฐกถา (ปฐโม ภาโค) มหาวิภงฺควณฺณนา , หน้า ๕.