วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ธรรมะบรรยายแก่นักศึกษา ม.วิทยาลัยราชมงคลรัตนโกสินทร์ สำนักบริหารบพิตรพิมุขจักรวรรดิ




จริยธรรมแบบพุทธะ : รู้จักตน เข้าใจงาน
เพิ่มมาตรฐานชีวิต


เกริ่นนำ
ในช่วงที่สถานการณ์ภาวะบ้านเมืองต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันนานัปการทั้งสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างหนัก จนบางทีหลายคนบอกเล่าเป็นนัยถึงคำทำนายมากมายที่ผู้รู้ได้ทายทักไว้แต่อดีตว่ายุคสมัยกำลังจะถึงการล่มสลาย เพราะมนุษย์เป็นต้นเหตุ ดังข้อความในธัมมิกสูตรกล่าวว่า
“ในยุคสมัยไหน หากพระราชา ข้าราชการต่างๆ ไม่ทรงประพฤติถูกทำนองคลองธรรม พระภิกษุ และประชาชนทั่วไปก็พากันไม่ประพฤติปฏิบัติธรรม
ตอนนั้นทั้งดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดวงดาวมากมายจะพากันขึ้นและตกผิดไปจากเดิม ทำให้กลางวันกลางคืน วัน เดือน ปี ฤดู คลาดเคลื่อนไปหมด
ลม ฝน ก็พากันพัดผิดไป กลายเป็นพายุที่ป่วนปั่น แม้แต่เทวดาก็ปั่นป่วนไปด้วย
เมื่อฝนไม่ตกตามฤดูกาล เมล็ดพันธุ์ข้าวกล้าที่เพาะปลูกก็ไม่สุก พอมนุษย์กินข้าวที่ไม่สุกดีก็พากันอายุสั้น โรคภัยไข้เจ็บก็มาก ผิวพรรณก็ไม่น่าดู…
...ส่วนในยุคที่พระราชาและข้าราชการพากันประพฤติถูกต้องตามทำนองคลองธรรม พระภิกษุ และประชาชนก็จะพากันประพฤติธรรมเช่นกัน
เมื่อนั้นทั้งดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดวงดาวก็จะพากันขึ้นกันตามปกติ วัน เดือน ปี ฤดูก็จะไม่คลาดเคลื่อน ลม ฝนก็จะเป็นปกติ ข้าวกล้าก็จะสุกดี พอมนุษย์กินข้าวที่สุกเข้าไปก็จะพากันสุขภาพร่างกายแข็งแรง โรคภัยไข้เจ็บก็จะน้อยลง...
เหมือนฝูงวัวที่ข้ามน้ำ ถ้าวัวจ่าฝูงนำไปไม่ตรง วัวที่เหลือจะไปไม่ตรงเหมือนกัน ถ้าให้คนไม่ดีปกครอง ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เหล่าประชาชนก็จะทำตาม ประเทศชาติก็จะล่มจม ผิดกับถ้ามีวัวจ่าฝูงนำไปตรง วัวที่เหลือก็จะไปตรงเหมือนกัน ไม่ต่างจากมีผู้นำที่แน่วแน่ในการสร้างความดี มุ่งความเจริญ ประเทศชาติก็จะรุ่งเรืองได้เช่นเดียวกัน”
จึงอาจกล่าวได้ว่ายุคสมัยแห่งปัญหาที่ปรากฏอยู่ในเวลานี้อาจจะลดทอนกำลังใจในการดำเนินชีวิตเราลงไปมากพอควร ทั้งปัญหาเรื่องงาน เงิน จนถึงความเป็นอยู่ที่นับวันมีแต่จะลำบากมากขึ้น แต่ผู้รู้มากมายกลับบอกว่า “นี่คือโอกาสในการฝึกฝนตัวเองที่ดีที่สุด ยิ่งมีอุปสรรค ยิ่งต้องเพียรพยายาม” เหมือนที่มนุษย์คนแรกค้นหาวิธีข้ามน้ำโดยเรือ บินไปบนฟ้าด้วยเครื่องบิน อุปสรรคจึงเป็นเครื่องฝึกฝนมนุษย์เราได้ดีที่สุด
พระพุทธเจ้าทรงเป็นตัวอย่างการใช้ชีวิตเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมาย ล้วนผ่านการฝึกฝน เรียนรู้จากประสบการณ์ความผิดพลาดได้อย่างดีที่สุด ดูได้จาก...
๑. มุ่งทรมานตัวเองก็ไม่ใช่หนทางประสบความหลุดพ้นได้
๒. ทดสอบความบริสุทธิ์ด้วยการเชื่อมั่นในการเกิดตายบ่อยๆ จะช่วยชำระจิตใจให้บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น ก็ไม่เห็นวี่แววของการหลุดพ้นได้
๓. ทดสอบความบริสุทธิ์จากการเกิดแล้วอยู่ในสถานที่ๆ ดีหรือมีความสุขขนาดไหนแล้วสามารถบริสุทธิ์ได้อย่างแท้จริง
๔. ทดสอบความบริสุทธิ์ผ่านการบูชายัญ และบวงสรวงก็ทำมาแล้วทุกอย่างก็ยังไม่ได้ความบริสุทธิ์ตามที่หวังหรือตั้งใจไว้
๕. ทดสอบความบริสุทธิ์ด้วยการบำรุงบำเรอตัวเองเต็มที่ ก็ไม่เห็นทางจะตรัสรู้จากการใช้ชีวิตอย่างสบายเต็มที่นั้นได้
แม้จะล้มเหลวซักกี่ครั้งแต่ก็ทรงมุ่งหน้าแสวงหาหนทางต่อไป เพราะทรงมีหลักการสำคัญในการดำเนินชีวิต ๒ ประการคือ
๑. ไม่สันโดษในการทำความดี
๒. มีความเพียรพยายามไม่ลดละ
ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงหลักคิดเบื้องต้นในการเปลี่ยนวิธีคิดให้ต่อสู้กับอุปสรรคเบื้องต้น แต่เหนือกว่านั้น สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจให้มากขึ้นคือเรียนรู้ และเข้าใจตัวเองเพื่อวางท่าทีต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

รู้จักตน
ร่างกาย + จิตใจ + ความคิด
มนุษย์เราประกอบไปด้วยร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นกลไกในการพัฒนาตัวเอง ทางกายภาพเราจะมองเห็นร่างกายพัฒนาตัวเองเริ่มแต่คลอดออกมาและเจริญเติบโตขึ้นตามลำดับ แต่ในทางพระพุทธศาสนากลับมองว่าจิตใจเป็นจุดก่อกำเนิด (จุติจิต) การจะพัฒนาร่างกายได้จึงจำเป็นต้องอาศัยจิตใจในการเป็นส่วนประกอบสำคัญ แต่ทั้งสองอย่างต้องอาศัยกัน มีเพียงจิตใจแต่ขาดร่างกายที่สมบูรณ์ย่อมยากจะพัฒนาตัวเราเองได้ โดยมีลำดับการพัฒนาดังนี้
๑. ร่างกาย (กาย, ศีล) พัฒนาร่างกายให้แข็งแกร่ง มีเรี่ยวแรง ด้วยการดูแลรักษา นอกจากนั้นก็ควรรู้ว่าร่างกายมีส่วนช่วยส่งเสริมให้จิตใจดีขึ้น นั่นคือการพัฒนาตัวเองให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม นอกจากตัวเองจะดีแล้ว ต้องช่วยเหลือสังคมให้ดีตามไปด้วย
๒. จิตใจ (สมาธิ, จิต) ในการดำเนินไปได้อย่างมีความสุข การดูแลจิตใจด้วยกำลังใจดีๆ เป็นสิ่งที่สำคัญ ด้วยการหมั่นฝึกจิตให้แน่วแน่เสียก่อน เพราะไม่ว่าจะทำอะไรเราต้องอาศัยความมุ่งมั่นและอดทน ซึ่งสิ่ง
เหล่านี้เกิดมาจากการฝึกฝนจิตใจตัวเอง
๓. ความคิด (ปัญญา) การจะทำให้เราคิดจะทำสิ่งใด ล้วนเริ่มต้นจากความคิด อย่างคำพระที่บอกว่า “อโมฆํ ทิวสํ กริยา อปฺเปน พหุเกน วา” (ทำวันหนึ่งอย่าให้ผ่านไปเปล่าๆ จะมากจะน้อยก็ต้องมีอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง) ฉะนั้น การพัฒนาตนเองจึงต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องก่อนเสมอ

เข้าใจงาน
หน้าที่+งาน
ในชีวิตทุกคนต่างมีหน้าที่ และหน้าที่แต่ละคนล้วนมีหน้าที่ทำให้สังคมสมบูรณ์ขึ้น โดยหน้าที่ของเราจึงถูกกำหนดด้วยงานที่เรารับผิดชอบในแต่ละเวลา เมื่ออยู่ในโรงเรียน หน้าที่คือเป็นนักเรียน งานก็คือเรียน อยู่ในบ้าน หน้าที่ก็คือเป็นลูก งานก็คือดูแลมารดาบิดา ฯลฯ
พระพุทธศาสนาจึงบอกให้รู้ลักษณะการสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างเข้าใจ โดยอาศัยการปรับเปลี่ยนตัวเอง มากกว่าจะเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม อย่างเวลาเจอความทุกข์ ก็ต้องใช้ความอดทนจนกว่าจะคลี่คลายไปได้ ไม่ใช่หนีไปเพื่อความสบายใจ เพราะหากทำอย่างนั้น ยามพบเจอสิ่งที่ยากลำบากจะไม่ยอมสู้ แต่จะต้องหนีตลอดเวลา
และจุดหมายที่เราหวังในการทำอะไรก็แล้วแต่ก็คือความสุข โดยความสุขล้วนเกิดขึ้นด้วยพฤติกรรมของเราทั้งสิ้นอย่าง
๑. สุขจาการมีทรัพย์ (สุจริต)
๒. สุขจากการใช้ทรัพย์
๓. สุขจากการไม่มีหนี้
๔. สุขจากการมีความประพฤติไม่มีโทษ
ในขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้วิธีการใช้จ่ายอย่าง
๑. ฝังในดิน (ทำบุญ)
๒. ใช้หนี้เก่า (ทดแทนพ่อแม่)
๓. ให้เขายืม (เลี้ยงลูก)
๔. ทิ้งลงเหว (กินใช้)
แม้เงินจะมีส่วนในการช่วยทำให้เราอยากทำงานได้ แต่หากเราเห็นแค่นี้ งานก็คงเป็นเพียงความทุกข์ในแต่ละวันที่เราต้องเผชิญ แต่หากมองงานในแง่มุมที่ช่วยเสริมให้ชีวิตเราไม่อ้างว้าง ไม่โดดเดี่ยว เป็นที่พึ่งทำให้เรามีศรัทธาต่อการดำเนินชีวิต มีความสุขทุกครั้งที่ได้ใช้เวลาในแต่ละวันไปกับการคิด การพัฒนางานให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ความสนุกกับงานในแต่ละวันจะช่วยทำให้ชีวิตมีความสุขกับงานยิ่งขึ้น

เพิ่มมาตรฐานชีวิต
“เป้าหมายในชีวิตคืออะไร?”
แน่นอนว่า เราทุกคนต่างต้องการความสุขสะดวกสบาย พรั่งพร้อมทั้งเงินทอง บ้าน ชื่อเสียง มีครอบครัวอบอุ่น คงไม่มีใครวางชีวิตตนเองว่าหลังจากนี้จะต้องเป็นขอทาน เจ็บป่วย ไร้ครอบครัวคอยให้ความอบอุ่น เป็นแน่ ทั้งหมดเพราะทุกคนมีชีวิตที่มุ่งความเจริญมากกว่าความเสื่อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ความเจริญเหล่านี้มีพื้นฐานมาจากความอยาก (ตัณหา)
ความอยากไม่ใช่ไม่ดี แต่ความอยากชนิดที่หาเท่าไรก็ไม่พอ ยิ่งทะเยอทะยานมากขึ้น ทำให้กลายเป็นคนมองที่ผลมากกว่าจะมองที่เหตุ ทำงานก็หวังเพียงเงิน ไม่ได้หวังผลงาน เมื่อเป็นเช่นนั้น เราควรเปลี่ยนแปลงกิเลสเหล่านี้ให้กลายเป็นสิ่งที่ดี เหมือนที่พระพุทธพจน์ที่ว่า อกุศลบางทีก็เป็นปัจจัยให้เกิดกุศลได้ เอาสิ่งไม่ดีมาเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดี เพราะไม่มีสิ่งใดดีหรือเลว ๑๐๐% แน่นอน อยู่ที่เราเข้าใจและเปลี่ยนแปลงเป็นหรือไม่
๑. เปลี่ยนตัณหา ให้กลายเป็นฉันทะ คือความพอใจในทางที่ดี
๒. เปลี่ยนมานะ ต้องการชื่อเสียง ให้เป็น ทมะ คือรู้จักฝึนฝนตัวเอง
การสร้างความคิดที่ไม่หยุดที่เราต้องการอะไรบ้าง มีประโยชน์อย่างไรกับตัวเรา แล้วทำอย่างไรจึงจะได้มา ไม่ใช่อยากได้อะไรก็จะเอาท่าเดียว โดยไม่สนใจใครอื่น

กิตติเมธี 16 ม.ค.52