
มีคนมากมายชอบอธิบายความเชื่อตัวเอง ด้วยเหตุผลแบบหัวชนฝา เพราะเชื่อมั่นแต่เพียงว่าเหตุผลของตนเองเท่านั้นที่ถูก ทั้งที่แท้จริงแล้วเหตุผลนั้นมาจากความถูกใจเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่ถูกต้อง เหมือนมีชาย ๒ คนไปฟังธรรม คนหนึ่งตั้งใจฟังจนได้รู้ตามหัวข้อธรรมนั้น ส่วนอีกคนไม่สนใจฟัง กลับสนใจเพียงกระเป๋าเงินของคนอื่น และหยิบฉวยมาเมื่อมีโอกาส พอกลับมาถึงบ้านก็บอกภรรยา และช่วยกันหัวเราะเยอะเย้ยเพื่อนที่ตั้งใจฟังธรรมว่า "แกนี่มันฉลาดจริงๆ มัวแต่ฟังธรรม ไม่หยิบเอากระเป๋าเงิน"
...ในฐานะที่เราเป็นคนกลางเรามองว่าใครฉลาดกว่ากันระหว่างคนที่หวังเพียงกินอยู่ไม่กี่มื้อแล้วฉกฉวยเอาเงินทองเล็กๆ น้อยๆ กับคนที่ได้ฟังธรรมแล้วเป็นประโยชน์กับชีวิตทั้งชาตินี้และชาติหน้า...
...พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้คนที่คิดคล้ายกันนี้ด้วยพระดำรัสว่า
โย พาโล มญฺญตี พาลฺยํ ปณฺฑิโต วาปิ เตน โส
พาโล จ ปณฺฑิตมานี ส เว พาโลติ วุจฺจติ
(คำแปล) คนโง่ที่รู้ว่าโง่ ยังพอเป็นบัณฑิตได้ แต่คนโง่แต่ยังสำคัญตัวว่าฉลาด นั่นแหละโง่จริง
...แม้แต่โสเครตีสนักปราชญ์ชาวกรีกก็กล่าวไว้คล้ายคลึงกันนี้ว่า "สิ่งที่เรารู้คือเรารู้ว่าไม่รู้อะไร"
ฉะนั้น เรามาเรียนรู้ที่จะโง่ด้วยการรับฟังเหตุผลคนอื่นบ้าง แล้วจะได้รู้ว่าเราโง่จริงหรือฉลาดแบบโง่ๆ กันแน่...