ภาพงานงับดร.ของพม.ไกรวรรณ
...จากสภาพสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนยากที่เราจะมองเห็นสิ่งดีงามมากมายที่เกิดขึ้น แต่พอได้หยุดคิดสักนิด แล้วมองจากมุมที่ห่างไกลออกไป เราอาจเห็นอะไรดีๆ ที่ซ่อนอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ เช่นเดียวกับผู้เขียนที่พึ่งเดินทางกลับจากการไปไหว้สังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดียแล้ว (๑-๑๐ ก.ค.๒๕๕๓ ที่ผ่านมา) ก็อดจะเปรียบเปรยกับเมืองไทยไม่ได้ว่า “ทำไมเรากับเขาจึงแตกต่างกันในเรื่องการเข้าวัด”
...มีความน่ารักมากมายในประเทศอินเดีย อย่างรอยยิ้มฉันมิตร การทำงานอย่างไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย หรืออยู่กับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน จนคนไทยที่ได้ไปเยือนและสัมผัสมาแล้วต่างคิดถึงคำว่า “รักเมืองไทย” กันมากขึ้น
...และเริ่มเข้าใจว่า “ชาวอินเดียเขาเข้าวัดกันทำไม” แรกเริ่มตอนที่ยังไม่นับถือพระพุทธศาสนาอาจเข้ามาด้วยความสงสัยว่าทำไมคนที่ศรัทธาต่างพากันถือข้างของเข้าวัดกันอย่างมากมาย หรืออาจจะเข้ามาด้วยความอยากรู้หรือท้าทายคำสอนด้วยการไปถามปัญหา หรือบางทีก็เข้ามาด้วยความศรัทธาในปฏิปทาของพระพุทธองค์และเหล่าสาวก
...แต่พอกาลเวลาผ่านไปพระพุทธศาสนาเริ่มลงหลักปักฐานมั่นคงยิ่งขึ้น ด้วยนับจากจำนวนสาวกที่นับวันจะมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่คนธรรมดาทั่วไปเท่านั้นที่ศรัทธายังรวมถึงเหล่าพระราชามหากษัตริย์ก็น้อมใจเลื่อมใสไม่ต่างกัน
...ปัจจุบันพระพุทธศาสนาได้แผ่กว้างไปทั่วโลก หลายคนที่หันมาพึ่งพิงคำสอน เดินตามรอยพระบาทองค์บรมศาสดา มาเยี่ยมเยือนวัดที่ก่อเป็นสถูปไว้อย่างงดงาม ด้วยจุดหมายที่แตกต่างไปจากเดิม นั่นคือ “อิสรภาพ” และคำเดียวกันนี้ก็เป็นที่มาของวีรกรรมอีกมากมายของบรรพบุรุษแต่ละประเทศที่ต้องประกาศความเป็นใหญ่เหนือการกดขี่ข่มเหงจากอริราชศัตรูทั้งปวง
...คำว่า “อิสรภาพ” ในทางพระพุทธศาสนาที่คนอินเดียยกย่องคือการเลิกการกดขี่กันด้วยระบบชนชั้น (กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร) ส่วน “อิสรภาพ” ในพระพุทธศาสนาที่ชาวโลกยกย่องคือการปลดเปลืองตัวเองจากความทุกข์ทั้งมวล
...ผู้เขียนจึงอยากเชิญชวนทุกท่านไปสู่อิสรภาพด้วยการนำดวงใจไปพึ่งพิงอิงแอบพระรัตนตรัยผ่านสัญลักษณ์ที่ยังหลงเหลืออยู่นั่นคือ วัด เพื่อค้นหาความจริงที่พระพุทธองค์เคยตรัสกับยสกุลบุตรผู้กำลังสับสนเบื่อหน่ายในการดำเนินชีวิตว่า “ที่นี่ไม่มีความวุ่นวาย ไม่มีความขัดข้อง เธอจงมาที่นี่เราจะแสดงธรรมแก่เธอ” (อ่านต่อตอนต่อไป...)